2008/Aug/09

เรื่องซึ้ง ๆ ระหว่างพ่อกับลูกชาย

ชายหนุ่มเลิกงานและกลับเข้าบ้านช้า ด้วยความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า 
และพบว่าลูกชายวัย 5 ขวบรอคุณพ่ออยู่ที่หน้าประตู

ลูก "พ่อครับ พ่อผมมีคำถามถามพ่อข้อนึง"
พ่อ "ว่ามาสิลูก,อะไรเหรอ"
ลูก "พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
พ่อ "ไม่ใช่โกงการอะไรของลูกนี่, ทำไมถามอย่างนี้ล่ะ" พ่อตอบด้วยความโมโห
ลูก "ผมอยากรู้จริง ๆ โปรดบอกผมเถอะ พ่อทำงานได้เงินชั่วโมงละเท่าไหร่"
ลูกพูดร้องขอ
พ่อ "ถ้าจำเป็นจะต้องรู้ละก็ พ่อได้ชั่วโมงละ 20 เหรียญ" 
ลูก "โอ.." ลูกอุทาน แล้วคอตก พูดกับพ่ออีกครั้ง
ลูก "พ่อครับ ผมอยากขอยืมเงิน 10เหรียญ"
พ่อกล่าวด้วยอารมณ์
พ่อ "นี่เป็นเหตุผลที่แกถาม เพื่อจะขอเงิน แล้วไปซื้อของเล่นโง่ ๆ 
หรืออะไรที่ไม่เข้าท่าหรอกเหรอ รีบขึ้นไปนอนเลยนะแล้วลองคิดดูว่าแกน่ะ
เห็นแก่ตัวมาก ชั้นทำงานหนักหลาย ๆ ชั่วโมงทุกวัน และไม่มีเวลาสำหรับเรื่อง
เด็กๆ ไร้สาระอย่างนี้หรอก"

เด็กน้อยเงียบลง เดินไปที่ห้องแล้วปิดประตู ชายหนุ่มนั่งลงและยังโกรธอยู่
กับคำถามของลูกชาย เค้ากล้าที่จะถามคำถามนั้น เพื่อจะขอเงินได้อย่างไร 
หลังจากนั้นเกือบชั่วโมงอารมณ์ชายหนุ่มก็เริ่มสงบลง และเริ่มคิดถึงสิ่งที่ทำ
ลงไปกับลูกชายตัวน้อย บางทีเขาอาจจำเป็นต้องใช้เงิน 10 เหรียญนั้นจริง ๆ
และลูกก็ไม่ได้ขอเงินเขาบ่อยนัก ชายหนุ่มจึงเดินขึ้นไปบนห้องแล้วเปิดประตู

พ่อ "หลับหรือยังลูก"
ลูก "ยังครับ"
พ่อ "พ่อมาคิดดู เมื่อกี้พ่ออาจทำรุนแรงกับลูกเกินไป
นานแล้วนะที่พ่อไม่ได้คลุกคลีกับลูก , เอ้า นี่เงิน 10 เหรียญที่ลูกขอ"
เด็กน้อยลุกขึ้นนั่ง
ลูก "ขอบคุณครับพ่อ" 

ว่าแล้วก็ล้วงลงไปใต้หมอนหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา แล้วนับช้า ๆ 
ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็โกรธขึ้นอีกครั้ง

พ่อ "ก็มีเงินแล้วนี่ แล้วมาขออีกทำไม"
ลูก "เพราะผมมีไม่พอครับ แต่ตอนนี้ผมมีครบแล้ว
พ่อครับ ตอนนี้ผมมีเงินครบ 20 เหรียญแล้ว 
ผมขอซื้อเวลาพ่อชั่วโมงนึง
....พรุ่งนี้พ่อกลับบ้านเร็ว ๆ นะครับ ผมอยากกินข้าวเย็นกับพ่อ ..."

2008/Aug/08

....ในหลายๆ ความเชื่อเกี่ยวกับความรัก และคู่ชีวิต ..
ความเชื่ออันนึงที่เชื่อว่า.. คู่ชีวิตที่แท้จริง
จะมีด้ายสีแดงผูกที่นิ้วก้อยข้างซ้าย เชื่อมกันไว้
รอจนวันนึง..ด้ายสีแดงนี้จะนำให้เขาทั้งสองมาพบกัน
และรักกันในที่สุด..


.....หลายๆ คนอาจจะเชื่อ 
แต่คงไม่เชื่อมากเท่าผมแน่ๆ..
เพราะผมเห็น...
เห็นด้ายสีแดงที่นิ้วก้อยข้างซ้ายของผม..
ด้ายที่ผูกติดตัวมาตั้งแต่จำความได้..
ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าปลายอีกข้างนึงของมัน จะผูกติดกับใคร

นั่นแหละคือสาเหตุที่ผมเดินทางหาปลายอีกด้านนึงของมัน..


.....เด็กหนุ่มคนนึงที่ต้องการตามหาสิ่งที่ท้าทายที่สุดในชีวิตของเขา..
ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่เค้าตามหาจะอยู่ไกลขนาดไหน..
และไม่รู้ว่าจะมีหรือไม่..
แต่เค้าก็เริ่มเดินทาง..


การเดินทางไปตามด้ายสีแดงตรงปลายนิ้วก้อย..การเดินทางที่รู้ทางเดิน..
แต่ไม่รู้จุดหมาย..
.....ผมเดินทางไปตามเมืองต่างๆ ที่ด้ายสีแดงของผมพาดผ่าน. 
ได้พบ ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่มีทางจะได้เจอในเมืองของผม
ใจนึงก็คิดว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดี..
แต่มันก็ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง..
เป้าหมายของผมคือ.. ปลายด้ายสีแดง...
.....และแล้วผมก็ได้เพื่อนร่วมเดินทาง..


เมื่อวันนึงผมพบกันผู้หญิงที่ตามหาปลายอีกด้านนึงของด้ายแดงเหมือนกัน..
แต่เธอคงไม่ใช่ปลายด้ายแดงของผมหรอก..
เพราะด้ายแดงของผมยังไปอีกไกล...
.....เราพบกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
และก็ไม่ได้เป็นการพบกันที่ทำให้ผมพอใจมากนัก..
บอกตรงๆ เธอไม่ใช่ผู้หญิงในสเปคของผมเลย..
แถมเราทะเลาะกันตั้งแต่เจอกันครั้งแรก
แต่เราก็ร่วมเดินทางด้วยกัน


เพราะด้ายสีแดงของเธอกับของผมมันไปทางเดียวกันน่ะสิ.
.....ก็ยังดีนะ ที่ผมไม่ได้เดินทางคนเดียว
อย่างน้อยก็มีเพื่อนร่วมทาง 
ที่เห็นและตามหาปลายอีกข้างนึงของด้ายแดงเหมือนกัน..
....การเดินทางร่วมกันของเราทำให้
ผมเห็นตัวจริงของผู้หญิงคนนี้มากขึ้น..
เป็นตัวจริงที่น่าเคารพ น่าให้เกียรติในฐานะผู้หญิงคนนึง..
จะว่าไปเธอก็นิสัยดีนะ
ตอนที่ทะเลาะกันครั้งแรกคงเป็นการเข้าใจผิดซะมากกว่า

ความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอเริ่มดีมากขึ้นเรื่อยๆ..

มีอยู่ครั้งนึงที่ผมคิดว่าถ้าปลายด้ายแดงอีกข้างนึงของผม
ไปหยุดอยู่ที่นิ้วก้อยของเธอก็คงจะดี..
มันก็ไม่แน่นะ..
ถ้าเป็นจริงผมก็คงมีความสุข.. แต่ถ้าไม่ใช่ ..

ผู้หญิงคนนั้นคงเป็นผู้หญิงที่วิเศษกว่าเธอคนนี้แน่ๆ ..


ยิ่งผมได้รู้ว่าเพื่อนร่วมเดินทางของผมเป็นผู้หญิงที่วิเศษเพียงใด
ผมก็ยิ่งอยากให้ผมเจอปลายด้ายแดงของผมไวๆ ..
ผู้หญิงที่ดีกว่าผู้หญิงคนนี้
ผู้หญิงที่เป็นเนื้อคู่ของผมจะเป็นยังไงน๊า..

.....นานขนาดไหนก็ไม่รู้ที่เราร่วมเดินทางด้วยกัน..
ผมยอมรับว่าเธอเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีที่สุด..
เราช่วยเหลือกันมาตลอด..
แต่มันก็คงจะสิ้นสุดแล้วล่ะ.. เพราะด้ายแดงของผมกับเธอ มันแยกกัน..
ตรงทางแยกพอดี.. 
ทางแยกนี้มันแยกไปสู่เมืองสองเมือง ..
ด้ายของผมแยกไปทางขวา..
มุ่งสู่เมืองบนยอดเขา
ซึ่งผมเชื่อว่าคงเป็นปลายด้ายของผมแล้วล่ะ ..
เพราะเมืองนี้อยู่ยอดเขาพอดี..
ส่วนของเธอแยกออกไปที่เมืองข้างล่าง..
.....เรายืนคุยกันตรงทางแยกซักพักนึง 
เพื่อกล่าวคำอำลาและแสดงความยินดีซึ่งกันและกัน
เราจะได้เจอจุดหมายของเราซักที..


ข้อตกลงสุดท้ายของเราก่อนจะแยกจากกันคือ
เราจะกลับมาเจอกันที่ตรงทางแยกนี้
ไม่ว่าจะเจอ หรือไม่เจอปลายด้ายแดงก็ตาม..
เราตกลงกันตามนี้..
แล้วเราก็แยกทางกัน....
.....ผมรู้สึกแปลกๆ ที่ต้องกลับมาเดินทางคนเดียว


ทำให้ผมไม่ดีใจมากนักที่รู้ว่า
ปลายด้ายของผมจะไปสุดตรงที่เมืองตรงยอดเขา
ผมเดินแยกจากเธอไปช้าๆ.. ในหัวมีแต่เรื่องต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตอนที่เราเดินทางด้วยกัน..
ความประทับใจต่างๆ
ที่เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง.. ความรู้สึกดีๆ
ที่เรามีให้กัน..
.....และแล้วผมก็หยุดเดิน ..
หยุดห่างจากทางแยกไม่ไกลเท่าไหร่..
แล้วผมก็วิ่งกลับไปยังทางแยกนั้นอีกครั้ง..
ไม่มีเหตุผลที่ผมทำแบบนี้เลย..
แต่ก็ทำ.. ผมกลับไปถึงทางแยกนั้นอีกครั้ง..
ซึ่งเธอก็นั่งอยู่ที่นี่อยู่ก่อนแล้ว..
.....เรานั่งคุยกันซักพัก..


ผมบอกเธอไปว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงกลับมา..
ส่วนเธอ..
เธอบอกว่าเธอกลัว..
กลัวว่าจะไม่มีใครตรงปลายด้ายแดงของเธอ
แล้วเธอก็ร้องไห้.. 
เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอร้องไห้..


.....สิ่งที่ผมภูมิใจมากกว่าตัดสินใจการออกเดินทางตามหาคู่ชีวิตของผม
..คือการตัดสินใจครั้งนี้แหละ..
ผมเช็ดน้ำตาให้เธอ .. ตัดด้ายแดงของผม และเธอออก
แล้วผูกเข้าด้วยกัน...
ผมไม่รู้หรอกว่าเธอจะโกรธผมรึเปล่าที่ผมทำแบบนี้..
อยากจะถามเธออยู่หรอก
แต่เธอก็ร้องไห้ไม่หยุด.. และกำลังกอดผมอยู่...

 

เอามาจาก http://www.geocities.com/legendgreece/redthread.html นะครับ

2007/Apr/07



เรื่องเจ้าชายแห่งนครเชียงใหม่กับสาวพม่ามะเมี้ยะ

เกิดขึ้นจริงระหว่าง พ.ศ.๒๔๓๐-๒๔๓๘ ประมาณนั้น

เจ้าชายชื่อว่า ศุขเกษม โอรสเจ้าอุปราช

ซึ่งเป็นอนุชาของเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์

เจ้าผู้ครองนครฯองค์ที่ ๘

เวลานั้นอายุของเจ้าศุขเกษมเห็นจะประมาณ ๑๖-๑๗

เจ้าพ่อจึงส่งไปเรียนต่อที่เมืองมะละแหม่ง

เจ้าศุขเกษม อยู่พม่า ๕ ปี กำลังหนุ่มคะนอง

เกิดไปรักใคร่กันกับผู้หญิงพม่า***บุหรี่ในตลาดชื่อมะเมี้ยะ

เมื่อกลับเชียงใหม่ จึงแอบพามะเมี้ยะมาด้วย

ครั้นเจ้าพ่อและเจ้าหลวงทราบเรื่อง ก็แน่ละ...

ย่อมต้องบังคับให้เลิกกัน และส่งมะเมี้ยะกลับ

ทั้งนี้เหตุผลมิใช่อยู่ที่การต่างชั้นวรรณะ

เพราะเจ้านายนั้นจะมีเมียสักกี่คนก็ได้

ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้า

แม้พระเจ้าอินทวิไชยยานนท์ (หรืออินทวิชยานนท์)

เจ้าพ่อของเจ้าหลวงอินทวโรรสฯ

และเจ้าอุปราชเองก็มีชายาแรกเป็นช่างซอ

และมีชายาอีกหลายคน

ก่อนจะอภิเษกกับแม่เจ้าทิพไกรสร (หรือทิพเกษร)

ทว่าความสำคัญอยู่ที่มะเมี้ยะนั้น
คือสัญชาติอังกฤษ

เวลานั้นอังกฤษเข้าครอบครองพม่าอยู่

การที่เจ้านายเชียงใหม่ ผู้เป็นโอรสใหญ่ของเจ้าอุปราช

และอาจได้ขึ้นเป็นเจ้าครองนครเชียงใหม่ต่อไปข้างหน้า

พาสาวพม่าในบังคับอังกฤษเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่นั้น

อาจเป็นเหตุให้เกิดเป็นชนวนการเมืองขึ้นได้

โดยเฉพาะอังกฤษนั้น

พยายามหาหนทางเข้าควบคุมเชียงใหม่อยู่แล้ว

ถึงมีข่าวลือว่า สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียจะขอเจ้าดารารัศมี

ไปเป็นราชบุตรีบุญธรรม

ด้วยเหตุนี้ เจ้าศุขเกษม จึงต้องส่งสาวมะเมี้ยะกลับ

อย่างที่บทเพลงพรรณนาว่า ส่งขึ้นช้างไป



เรื่องประเภทนี้ หากนำมาแต่งเป็นเพลง

หรือนวนิยาย ก็ต้องสร้างบรรยากาศ

หรือจินตนาการให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านหวั่นไหวไปกับตัวนางเอก

พระเอก โดยเฉพาะตอนที่ว่า

มะเมี้ยะสยายผมเช็ดเท้าเจ้าศุขเกษมสามี

เรื่องสยายผมเช็ดเท้าสามียามต้องจากกันนั้น

ว่าที่จริงแล้วคงเป็นธรรมเนียมโดยทั่วไป

ของสตรีพม่าตลอดจนล้านนา

เพราะเมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี

ทราบถวายบังคมลาสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จขึ้น

ไปเยี่ยมเยือนเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๑ นั้น

เมื่อเสด็จไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟสามเสน

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ฝ่ายหน้าฝ่ายใน

เสด็จมาส่งกันเป็นจำนวนมาก

(เสด็จโดยรถไฟถึงปากน้ำโพหรือนครสวรรค์

แล้วจึงเสด็จต่อไปโดยขบวนเรือ คือเรือเก๋งประพาส

เรือแม่ปะ เรือสีดอ เรือชล่า)

หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล

ซึ่งตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ไปส่งเสด็จด้วย

ได้ทรงนิพนธ์ถึงเรื่องนี้ว่า

พระราชชายาทรงสยายพระเกศาลงยาวเกือบถึงข้อพระบาท

ทรงใช้พระเกศาเช็ดฉลองพระบาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อกราบถวายบังคมลา

ฝ่ายเจ้าศุขเกษม ครั้นส่งมะเมี้ยะกลับไปแล้ว

อีกไม่นานนักก็ตามเสด็จเจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์

เจ้าลุงลงมาเฝ้าพระราชชายาฯเจ้าอาที่กรุงเทพฯ

เจ้าศุขเกษมได้พบกับเจ้าบัวชุม ซึ่งตามศักดิ์แล้ว

เป็นน้องของพระราชชายา ขณะนั้นอายุ ๒๐

พระราชชายาทรงเลี้ยงดูมาแต่อายุ ๗ ขวบ

ต่างพึงพอใจกัน จึงสมรสกับเจ้าบัวชุม

แต่มิได้มีบุตรธิดาด้วยกัน

เจ้าศุขเกษมและเจ้าบัวชุมครองคู่อยู่ด้วยกันเพียง ๗ ปี

เจ้าศุขเกษมก็สิ้นชนมชีพด้วยอายุเพียง ๓๓ ปีเท่านั้น

ต่อมาหลังจากที่มะเมียะทราบข่าวการสมรส

ระหว่างร้อยตรีเจ้าอุตรการโกศล (ยศของเจ้าน้อยฯ ในขณะนั้น)

กับเจ้าหญิงบัวนวล ณ เชียงใหม่

แม่ชีมะเมียะจึงเดินทางมายังเมืองเชียงใหม่

และขอเข้าพบเจ้าน้อยฯ เป็นครั้งสุดท้าย

เพื่อแสดงความยินดีก่อนที่จะตัดสินใจครองตน

เป็นแม่ชีไปตลอดชีวิต

แต่เจ้าน้อยศุขเกษม ซึ่งได้ยึดสุราเป็นที่พึ่ง

เพื่อดับความกลัดกลุ้มอันเกิดจาก

ความรักอาลัยในตัวมะเมียะ และตลอดเวลาที่ผ่านมา

ก็ไม่เคยมีความสุขในชีวิตเลยนั้น

ไม่สามารถหักห้ามความสงสารที่มีต่อมะเมียะได้

จึงไม่ยอมไปพบแม่ชีมะเมียะที่รออยู่

กลับมอบหมายให้เจ้าบุญสูง พี่เลี้ยงคนสนิท

นำเงินจำนวน 800 บาท ไปมอบให้แม่ชีมะเมียะ

เพื่อใช้ในการทำบุญ

พร้อมกับมอบแหวนทับทิมประจำกายอีกวงหนึ่ง

ให้เป็นตัวแทนของเจ้าน้อยฯ


เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้มะเมียะและเจ้าน้อยฯ

ต่างสะเทือนใจเป็นที่สุด หลังจากกลับไปเมืองมะละแหม่งแล้ว

มะเมียะได้ครองชีวิตเป็นแม่ชีตามความตั้งใจ

จนกระทั่งถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.2505 รวมอายุได้ 75 ปี

ส่วนเจ้าน้อยฯ นั้น หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว

ก็ปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับความทุกข์ระทม

อันเนื่องมาจากความรักเรื่อยมา โดยมีสุราเป็นเครื่องปลอบใจ

กระทั่งถึงแก่ชีวิตด้วยวัยเพียง 38 ปีเท่านั้น



edit @ 2007/04/07 18:28:58
edit @ 2007/04/10 20:12:57